รีวิวเรียนต่อ LLM ที่ Durham University กับ พี่ MAY (LLM International Trade & Commercial Law)

รีวิวเรียนต่อ LLM ที่ Durham University กับ พี่ MAY (LLM International Trade & Commercial Law)

รีวิว LLM ที่ Durham University กับ พี่ MAY
Durham University: LLM International Trade and Commercial Law

ปัจจุบันทำงานเป็น Legal officer ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย

ตอนที่ไปเรียน ทำไมถึงเลือกเรียนเป็นมหาลัยนี้คะ?
- เหตุผลหลักคือไม่อยากเข้า London ทีนี้ก็หามหาวิทยาลัยที่ไม่ได้อยู่ไกล London มาก และไม่ได้อยู่ใกล้มาก อีกเหตุผลหนึ่งคือต้องการมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทางด้านการสอนกฏหมาย  ซึ่งก็อีกแหล่ะไม่ได้อยากอยู่ London   เพราะฉะนั้นก็หามหาวิทยาลัยที่เหมาะกับเราที่สุดน่ะค่ะ  ก็เจอ Durham University ที่ตรงกับเราที่สุด แล้วก็อยู่ไม่ได้ชนบทมาก แล้วก็ไม่ได้อยู่เมืองมากมันก็ทำให้เรามีสมาธิกับการเรียน  และทำให้เราสามารถหากิจกรรมอื่นทำได้ด้วยเหมือนกัน

ถ้าให้เลือกวิชาที่เรียนแล้วชอบที่สุด มีวิชาอะไรบ้างคะ?
- วิชาแรกเลยจะเป็นวิชา Law of the Sea ค่ะ  เป็นวิชาที่เรียนเกี่ยวกับกฎหมายทางทะเล แต่ก็ไม่เชิงว่าเป็นกฎหมายที่เรียนไม่รู้เรื่อง คือตอนป.ตรีเราไม่เคยเรียนที่ประเทศไทยเลย   แล้วเราก็มีโอกาสที่จะไปเรียนในสิ่งที่เราไม่เคยเรียนมาก่อน  ก็เลยเลือกวิชานี้ แต่ที่นี่จะยากตรงที่ว่าเป็น Class Seminar อย่างเดียว ไม่มี Lectureเลย ก็คือเข้าไปแบบเรียนแค่ 10 คนค่ะ ก็คือสนุกตรงที่ว่ามีคนไทยแค่ 2 คน  แล้วก็เราก็เรียนพูด แบบ Discussion อย่างเดียว มันสนุกและก็แตกต่างจากการเรียนป.ตรีที่ไทย อันนี้สนุกมาก เป็น Course แรกที่ชอบ
- วิชาต่อมาคือวิชา International Commercial Dispute Resolution ก็คือเรียนเกี่ยวกับพวก Arbitration เกี่ยวกับการ settlement ต่างๆ การเรียนคอร์สนี้จริงๆ แล้วคือเรียนตามเพื่อน  แต่พอเข้าไปเรียนจริงๆแล้ว เราชอบหัวข้อนี้นะ แล้วอาจารย์ที่สอนเป็นคนตุรกี แต่แกก็พยายามที่จะเข้าใจ คือแกเข้าใจคนเอเชียมากๆ  เพราะว่า Course เป็น Open Class ให้คนเรียนเกือบ 400 คนได้ค่ะ เป็นห้อง Slope ใหญ่ เป็น Lecture Course แต่ว่าก็มีบางโอกาสที่อาจารย์จะชี้ถามบ้างอะไรบ้าง แต่ก็เป็น Course ที่สนุกที่อาจารย์เป็นกันเอง และเข้าใจเด็กเอเชีย พูดช้าเพื่อในเราเข้าใจ เป็นหัวข้อที่น่าสนใจ

 

มีปัญหาเรื่องสำเนียงอาจารย์ไหมคะ?
- ตอนแรกมี เพราะสำเนียงจะออกไปทางที่อาจจะไม่เรียกว่าแขกจ๋า แต่ก็มีติดสำเนียงอยู่ ต้องใช้ความพยายามที่จะเข้าไปฟังตลอดๆ แล้วก็เริ่มปรับตัวได้ แบบวิชา Introduction to EU Law เป็น Class ที่เรียนเพราะว่าชอบอาจารย์  เป็น Dean of Programme แต่ไม่ใช่ Dean of Degree นะคะ อาจารย์ก็คือสำเนียงฟังชัด ฟังเข้าใจเราก็เลยสนใจที่จะเรียนกับเขา บวกกับเนื้อหาวิชา จะเป็นการเรียนแบบทั้ง Seminar and Lecture ด้วย คือมีรวมทั้งสองอย่าง  เนื้อหาวิชาเกี่ยวกับ EU Law คือเราไม่เคยเรียนมาก่อนในประเทศไทย คือเราสนใจมากๆ ที่เรียนอะไรใหม่กว่าประเทศไทย ก็จะเป็นอาจารย์ 2 คนสอน คนหนึ่งเป็น Dean และอีกคนเป็นอาจารย์ที่มีความสามารถทาง EU Law

Nature ของคอร์ส
Course นี้เหมาะกับใคร จำเป็นต้องมีพื้นฐานไหม?
- คือต้องบอกว่าการเรียนที่ Durham University คือทุกอย่างที่เราเรียน บางคอร์สเราไม่เคยเรียนมาก่อน   เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่แล้วมันก็คือการที่เราไม่มีพื้นฐาน ก็ต้องเริ่มจากศูนย์ใหม่เหมือนกัน แต่เมื่อเราเข้าไปเรียนแล้ว อาจารย์ที่สอนบวกกับความสนใจในการที่เราอยากเรียนวิชานี้จริงๆ มันทำให้เรามีความพยายามที่จะค้นคว้าหาเพิ่มเติมมากขึ้น บางคนอาจจะมีพื้นฐานหรือบางคนอาจจะไม่มีเลย  แต่คนที่เข้าเรียนพร้อมกันทุกคน ก็จะเหมือนคนที่เริ่มที่จะเรียน  คือเริ่มเรียนเหมือนกันทั้งหมด  เพราะฉะนั้นถึงคุณจะมีหรือไม่มีพื้นฐานทุกคนก็ต้อง Base on การค้นคว้าหาความรู้ของคุณ ใครหาเยอะกว่าคุณก็เข้าใจวิชานี้มากกว่า  แต่ถ้าคุณไม่หาเลยคุณก็ไม่มีความรู้ที่จะไปตอบ ที่จะเข้าใจที่เขาพูดเลย  ถามว่าพื้นฐานเป็นอะไรที่สำคัญไหม  ถ้าคุณคิดว่าสนใจคอร์สนี้ ก่อนจะไปเรียนที่ Durham University หรือไปเรียนมหาวิทยาลัยอะไรก็ได้นะค่ะ  คุณลองเข้าไปดู Course Module เขาว่าเขาเคยเปิดอันนี้  เขาเคยมีวิชานี้ และเราสนใจ   เราอยากเรียน ณ ตรงนั้นเราไป Search ข้อมูลเพิ่มเติมก็ได้ ว่าโอเคนะมันน่าสนใจนะ มันเรียนเกี่ยวกับอะไรหรอประมาณนี้ค่ะ  จริงๆไปตอนแรกเราก็ไม่มีพื้นฐานเหมือนกัน  ก็ตอบได้เลยว่ามีหรือไม่มีพื้นฐาน ไม่มีผล   เพราะการที่เราไปเรียนเราต้องหาความรู้เพิ่มเติมอยู่แล้ว

 

ตอนไปเรียนได้เรียน Pre-sessional ด้วยไหมคะ แล้วตอนไปแรกๆปรับตัวยากไหม และเราทำยังไงถึงให้ผ่านตรงจุดนั้นมาได้คะ?
- เรียนค่ะ หนูเรียน 12 weeks ค่ะ ก็มีปรับตัวยากตรงสำเนียง British มากกว่า เราไม่เคยที่จะเข้าไปอยู่ฟังคนสำเนียง British แท้ๆเลย  ก็ยากตรงการปรับสำเนียงนิดนึงค่ะ ตอนแรกก็เครียดเรื่องสำเนียงมาก แล้วก็มีเพื่อนตอน Pre-sessional จะมีทั้งคนอังกฤษเอง มีฝรั่งเศส แล้วก็จีน   เราก็มีถามเขาเหมือนกันว่า you ฟังเข้าใจหรอ เขาก็บอกว่าบางทีเขาก็ไม่เข้าใจนะ แต่พยายามที่จะเข้าไปฟัง  คือเหมือนฟังและก็มีสมาธิที่จะฟังทำความเข้าใจในคำคำนั้นให้ได้ พอฟังไปเรื่อยๆหูคุณก็จะรื่นไปกับมันเอง คือจะเข้าใจในสิ่งที่อาจารย์เขาสอนเอง คือให้เวลากับมันเลยอ่ะค่ะ คืออย่าไปเครียด ให้เวลาตัวเองสัก 2-3 weeks พอหลังจากนั้นไปมันจะเข้าใจไปเองค่ะ

Dissertation ยากมั้ย ต้องเขียนกี่ Word ทำเป็นกลุ่มหรือเดี่ยว และมีโอกาสได้ทำ Project ร่วมกับบริษัทมั้ยคะ?
- Dissertation ของ Durham University จะมี 3 ระดับค่ะ ก็คือจะมีตั้งแต่ 10,000 / 15,000  และ 20,000 words ค่ะ หนูเลือกเป็น10,000 words ในตัว Handbook จะมีระบุไว้เลยค่ะ ว่าคุณจะต้องทำ Dissertation ขั้นต่ำคือ 7,500 words แต่มีข้อจำกัดเหมือนกันว่าห้ามเกิน 10,000 words เป็นการทำแบบเดี่ยวค่ะ หัวข้อก็คือส่งก่อนช่วงวัน Christmas ค่ะ เราก็ส่งหัวข้อที่เป็น Final ให้ทางมหาลัย Approve ค่ะ แล้วก็ส่วนของกฎหมายไม่มีได้มีโอกาสจัด Project ร่วมกับบริษัทเลยค่ะ

 

เพื่อนๆใน Class ส่วนใหญ่มาจากไหนกันคะ?
- ส่วนใหญ่คนเป็นคนจีน คนอินเดีย ส่วนคนอังกฤษที่เห็น ไม่มีนะคะ แต่จะมีคนทางฝั่งอเมริกา ฝรั่งเศส ฮังการี่ ส่วนเพื่อนคนไทย นอกจากใน Class Low of the sea ที่มีคนไทย 2 คน นอกนั้นก็มีคนไทยหมดค่ะ  ถ้า Class ใหญ่คนไทยประมาณ 30 คน  Class เล็กก็น้อยลงมาหน่อยแล้วแต่คนสนใจค่ะ

สิ่งแวดล้อมบรรยากาศในการเรียนเป็นยังไงบ้างคะ สนิทกับเพื่อนๆมั้ย?
- ถ้าเป็น Class ใหญ่ถ้าเป็นเพื่อนต่างชาติเราสามารถเข้าไปถามเขาได้  ถามว่าสนิทไหมก็ไม่สนิทเท่ากับ Class  เล็กที่เป็น Seminar เพราะว่า Seminar เราต้องมีการ Discussion กับเขาตลอดเวลา ซึ่งก็คือจะเจอกันทุกอาทิตย์ แล้วก็เหมือนเราคุยกับเขาทุกอาทิตย์ ก็มีแลกเบอร์มี Massage ได้ระหว่างที่เราต้องการ Discussion กับเขานอก Class ค่ะ  คือจะสนิทกับ Class ที่เป็น Seminar มากกว่า แต่ Class ใหญ่เราสามารถที่จะเข้าไปถามเขาได้เลย คือเดินเข้าไปถามเขาก็ Open ที่จะคุยกับเรา บรรยากาศการเรียนไม่เครียดเลย เรียนสนุกค่ะ

อาจารย์แต่ละท่านเป็นยังไงบ้างคะ ตัดเกรดโหดมั้ย อาจารย์ support หรือเข้าหาง่ายมั้ยคะ?
- ที่เจอมากับตัว  คือ Law of the Sea คืออาจารย์โอเคมาก อาจารย์สอนรู้เรื่องแล้วก็ค่อนข้าง Support กับเด็กทุกคน ที่บอกว่ามันเป็น Class เล็ก เพราะฉะนั้นอาจารย์จะใส่ใจกับทุกคนมากๆ ว่าโอเคคุณเข้าใจไม่เข้าใจถ้าคุณตอบไม่ได้ไม่เป็นไร เดี๋ยวๆขอถามความคิดเห็นคนอื่นก่อนนะประมาณนี้ค่ะแล้วก็เขาค่อนข้าง Support ตรงที่ว่าทุกครั้งที่ส่งเป็นเหมือนคล้ายๆทดลองเขียน Essay ส่ง อันนี้คือก่อนที่จะตัดเกรด  ก็คือเขาจะให้ 1 หัวข้อต่อหนึ่งคนว่าให้ลองเขียนมาให้เขานะ เดี๋ยวเขาจะ Comment กลับไปว่าคุณเขียนเป็นยังไงบ้าง ก็คือตรงนี้จะช่วยมาก ตรงที่ว่าเขาจะบอกหมดเลยว่าคุณผิดตรงไหน ต้องเสริมตรงไหนบ้าง ตรงนี้อาจารย์พยายามที่จะเข้าใจมากๆค่ะ
- แต่ก็จะมีอีก Class หนึ่งที่เป็น Class ใหญ่ ซึ่งเขาก็จะมีทดลองเขียน Essay ส่งเหมือนกัน ซึ่งเขาจะทำเป็นหัวข้อย่อยก่อนที่จะตัดเกรดจริงๆ อาจารย์คนนี้เขา ด้วยความที่ว่านักเรียนเขาเยอะเพราะฉะนั้นเวลาที่เขาอ่านEssayให้เรา เขาไม่สามารถที่จะ Comment ได้ว่า ควรแก้ไขหรือเพิ่มเติมตรงจุดไหนบ้าง เขาก็จะทำได้แค่ว่า Essay คุณ Good แล้ว หรือไม่บางทีก็เขียนมาแค่เฉพาะ OK อะไรแบบนี้ค่ะ มันทำให้เรารู้สึกว่ามันสั้นไปหน่อย เหมือนไม่ได้ถูกใส่ใจ ด้วยความที่นักเรียนของเขาอาจจะเยอะ มันเลยทำให้เขาไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง
- ท่านอื่น น่าจะเป็น Oil and Gas เขาค่อยข้างใส่ใจกับเด็กมากๆ ตรงที่ว่าหลังจบ Class เขาให้การบ้านตรงท้าย Sheet กับเด็กทุกคนว่า ครั้งต่อไปคำถามคืออันนี้คุณจะต้องมาตอบนะแล้วก็มา Discussion กันในห้อง คือเหมือนเป็นการทบทวนความรู้เด็กว่า ณ วันที่ฉันสอนเสร็จแล้วเนี่ยสามารถที่จะเข้าใจได้ไหมว่า คำถามควรจะตอบยังไง อันนี้ก็คือเป็นอีกคลาสหนึ่งเหมือนกันที่เขามีเทคนิคทำให้เด็กกลับไปอ่านอีกสักหน่อย ให้เข้าใจสิ่งที่เขาสอนมากขึ้น

 

มหาวิทยาลัยมี service ช่วยดูหรือหาที่ฝึกงาน หรือทำ Project กับบริษัทมั้ยคะ?
-มีค่ะ เคยเข้าไปถามเขาเหมือนกันเรื่องการ Support ทางด้านการทำ Project ว่าเราอยากที่จะทำงานต่อ หรือว่าจะเป็น Internship หรือว่าจะเป็น Part Time Job เขามีหมดเลย ขอแค่คุณเข้าไปแล้วถามว่าฉันสนใจนะที่จะทำอะไร เขาก็จะมีทั้งหนังสือ มีทั้ง Power Point ให้เราหมดเลย  CD เขาก็มี

ความรู้และประสบการณ์อะไรบ้างที่ได้มาจากการไปเรียนที่ Durham University ที่คิดว่ามีประโยชน์ และได้ใช้กับการทำงาน และทำให้เราได้งานมากที่สุดคะ?
- ตอนที่ไปเราไม่เคยรู้จักการเขียน Essay ที่ Full option ขนาดนี้มาก่อน เราไม่เคยรู้เลยว่าเขียนEssay มันจะต้องเริ่มต้นด้วย Intro นะ มันจะต้องตามใสด้วย Argument แล้วต้องมี Counter Argumentแล้วก็ต้องมีสรุปจบ คือเราก็ทำได้แค่พื้นๆ แต่พอเราไปเรียน ตั้งแต่ Pre-sessional แล้วเราก็ไปเรียนเป็นรูปแบบเต็มตัวของ Degree ก็คือทำให้เรามั่นใจในการเขียนมากขึ้นและในทุกๆ ครั้งที่เราส่ง Essay แล้วมี Feedback กลับมาเราก็พยายามที่จะพัฒนาตัวเองมากขึ้น จริงๆ Durham University สอนตั้งแต่เริ่มต้นเลย ตั้งแต่เราบินถึง England เลยว่า คุณจะต้องเอาชีวิตรอดอยู่ในมหาวิทยาลัยนี้อย่างไรบ้าง ตั้งแต่ถึง England เลยเขาก็จะมีรถมารับ แล้วเขาจะมีพี่เลี้ยงอยู่ในรถคอยพูดคุยกับคุณ ว่าคุณอยากรู้อะไร มหาวิทยาลัยนี้คืออะไร   คือเขาค่อนข้างให้เราไม่เดียวดาย ให้เรารู้สึกว่าโอเค คุณจะต้องอยู่ได้ คุณจะต้องเรียนจบที่นี่ได้อะไรอย่างเนี้ย   แล้วหลังจากการที่เรียนจบมันก็ทำให้เรานำทุกอย่างที่เราได้เรียนมา ทั้งวิธีการคิดวิเคราะห์   มันไม่ใช่การคิดวิเคราะห์แบบเด็กๆ  แต่เป็นการคิดวิเคราะห์แบบที่เราโตถึงขั้น Master Degree แล้ว เราก็นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ แม้แต่ในปัจจุบันที่ทำงานก็สามารถนำมาใช้ เราต้องคิดแบบก้าวกระโดดไป เขาสอนว่าการคิดจะต้องไม่คิดจากฝั่งเราฝั่งเดียว เราต้องคิดจาก 360 องศา ต้องหาความรู้จากทุกด้าน ด้านอื่นๆ แล้วเอามาประกอบแล้วค่อยมาย่อยเป็นความคิดของเราอีกทีหนึ่ง ซึ่งตรงนี้มันทำให้เรานำมาใช้ได้ในชีวิตเลยแหล่ะ และก็นำมาใช้ในการทำงานได้ด้วย

มีความประทับใจอะไรเกี่ยวกับการไปเรียนที่ Durham University บ้างคะ?
- เรื่อง คอร์ส ชอบการจัดการของระบบ เขาจะมีระบบที่เรียกว่า Duo ก็คือเป็นระบบที่จะปรับ Essayหรือเกรด หรืออะไรก็ตามมันจะโชว์อยู่ในนั้น Duo เป็นระบบที่สร้างมาเพื่อเด็กทุกคนให้ทำทุกอย่างได้ผ่านทาง Online โดยที่คุณไม่ต้องเดินไปถึงคณะหรือว่าเดินไปถามใครเลย คือชอบตรงการจัดการของมหาลัยนี้ที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อให้ทำทุกอย่างได้ผ่านทาง Hub อันนี้รวมถึง Web Site ห้องสมุดด้วย ซึ่งแบบเป็นการจัดการที่สามารถทำให้เด็กไม่ต้องออกจากห้องไป  มันจะคล้ายๆ One Stop Service ที่ทำให้ทั้งหมด
- อาจารย์เองก็เราสามารถที่จะเข้าหาได้ค่อนข้างง่ายนะคะ โดยผ่านทาง Email อาจจะเห็นว่าการ Email เป็นอะไรที่เหินห่าง แต่ที่โน่นเป็นอะไรที่ปกติมาก อาจารย์เขาตอบเราทุกครั้ง เขาไม่ได้ทิ้งเราหรือว่าไม่สนใจ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราไม่เข้าใจอะไรหรือว่าต้องการถามอะไรเพิ่มเติม เขา Open มากที่จะให้คุณ Email มาหาเขาได้เลย มีความใส่ใจนักเรียนมาก
- เมือง Durham เป็นเมืองที่เล็ก โดยส่วนตัวเราชอบชอบเมืองนี้ เวลาที่เราไปในเมืองเราสามารถพบเจอเพื่อน เจออาจารย์ สามารถพบเจออะไรต่างๆ นานา คือโดยที่เราไม่ต้องใช้เวลามาก เราสามารถเดินได้ทั่วเมือง อากาศก็ดี ไม่ได้มีหนาวอย่างเดียว ฝนตกอย่างเดียวทุกวัน หรือไม่มีแดดเลย จะสลับกันไป แต่ Durham เมืองที่ไม่มีฝุ่น ผู้คน Friendly มากจริงๆ หลายคนอาจจะเจอ Discrimination แต่เราไม่เคยเจอเลย ชอบเมืองนี้นะ มันสงบมันเงียบแต่เป็นเมืองที่อบอุ่นมาก

 

คิดว่าคอร์สนี้เหมาะกับใครคะ อยากให้ฝากถึงน้องๆหน่อย ??
- ถ้าสนใจคอร์ส Law of the Sea เราแนะนำก่อนเลยว่าจะต้องเป็นคนที่สนใจกฎหมายระหว่างประเทศ  พวกกฎหมายคดีเมือง หรือคดีบุคคล   ต้องเป็นคนที่ชอบทางด้าน Abstract หน่อยๆ มันจะค่อนข้างมีแต่ทฤษฏีอย่างเดียวเลย  Course Law of the Sea ต้องเตรียมใจว่ามันเป็นคอร์ส Seminar คุณต้องเตรียมใจว่าจะต้องโต้ตอบกับอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นให้ได้  ซึ่งถ้าใครชอบที่จะอยากพูด อยากถาม อยากอ่านเยอะๆ  มัน Challenge ตัวเองดี ก็แนะนำ Law of the Sea แล้ววิชา Oil and Gas  เป็นวิชาที่ไม่ค่อยได้เจอที่ประเทศไทย  แต่ก็เป็นวิชาที่ไม่ได้เรียนยาก แล้วก็ไม่ได้เขียนยากด้วย เน้นไปทางการดูสัญญา  เพราะว่าตัววิชาเองจะเกี่ยวกับสัญญาทาง Oil and Gas อย่างเดียวเลย  คือถ้าใครชอบในการดูสัญญา ในการหาจุดเกาะเกี่ยวกันระหว่างการใช้สัญญาได้ไหม  ประเทศนั้นใช้สัญญาแบบไหน  แล้วก็ชอบที่จะดูเรื่อง Oil and Gas เป็นพิเศษ วิชานี้น่าสนใจมาก แล้วก็เป็นวิชาที่เรียนไม่เยอะ อาจารย์ก็ไม่กดคะแนน แทบจะเทคะแนนให้เลย สองวิชานี้แนะนำ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสมัครเรียน
ติดต่อพี่ๆ BRIT-Ed ได้ที่ Line ID: @brit-ed
Tel: 02-168-7890, หรือลงทะเบียนที่แบบฟอร์มด้านล่างบริการทั้งหมดไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นค่ะ

ลงทะเบียนเพื่อสอบถามข้อมูล

  • ข้อมูลส่วนตัว




  • หลักสูตรที่สนใจศึกษาต่อ