เรียนต่อ Fashion & Textiles ในอังกฤษ

เรียนต่อ Fashion & Textiles ในอังกฤษ

ถอดรหัสคอร์ส Fashion & Textiles มหาวิทยาลัยในอังกฤษ


มาแล้ว! กับอีกหนึ่งหลักสูตรที่น้อง ๆ ถามเข้ามาเป็นอย่างมาก นั่นก็คือด้าน แฟชั่น (Fashion) ถ้าพูดถึงประเทศในโซนยุโรปนั้นคอร์สด้านนี้ถือว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะเป็นสาขาที่มีรากฐานมาจากงานศิลปะ วิธีการคิด แรงบันดาลใจ และการออกแบบเพื่อตอบโจทย์ผู้สวมใส่ทำให้ผู้ที่คนทำงานในวงการอุตสาหกรรมนี้เป็นที่เคารพยกย่องของคนในสังคมไม่ว่าจะในระดับไหน เราอาจจะเคยได้ยินเกี่ยวกับประเทศที่เป็นผู้นำด้านองค์การแฟชั่นมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ฝรั่งเศส หรือ อิตาลี ต่างก็เป็นประเทศที่น่าสนใจ และเป็นที่ยอมรับจากนานาชาติ เพราะเป็นฐานที่ตั้งของแบรนด์แฟชั่นชั้นนำระดับโลก แต่ทว่าแต่ละที่ก็มีความแตกต่าง และเอกลักษณ์ที่เป็นของตัวเอง

เพราะฉะนั้นวันนี้พี่ ๆ BRIT - Ed จะพาน้อง ๆ มาดูในเรื่องของการเรียนต่อด้านแฟชั่นในอังกฤษกัน!

อังกฤษ ถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เป็นอีกหนึ่งจุดหมายของนักเรียนแฟชั่นทั่วโลก เพราะด้วยสังคมอังกฤษมีช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่กว้างมาก แต่ก็อยู่ได้อย่างสันติ เราอาจจะเห็นได้อย่างระบบชนชั้นสูง เช่น ขุนนาง เชื้อพระวงศ์ และชนชั้นนำ และถ้ากลับมาอีกด้าน ก็คือชนชั้นแรงงาน คนทำงานในภาคอุตสาหกรรม หรือ แม้แต่วณิพก ในบางครั้งบางคราอาจมีกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่สุดท้ายแล้วทุกคนก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ด้วยรูปแบบที่สังคมของอังกฤษมีหลายมิติ ทำให้การสื่อสารงานศิลปะมีหลายมุมมอง และหลายรสชาติ ในขณะเดียวกัน นี่จึงเป็นอีกหนึ่ง highlight ที่ทำให้อังกฤษมีความโดดเด่นในงานศิลปะที่เปิดกว้าง และมีความอนุรักษ์ไปพร้อม ๆ กัน

ถ้าอิงตามประวัติศาสตร์ อังกฤษถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เรียกได้ว่ามีอิธิพลต่อวงการแฟชั่นอย่างมากนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 มีจุดเริ่มต้นมาจากชนชั้นสูงของประเทศไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์หรือขุนนางชั้นสูง ต่างก็แต่งกายด้วยการประดับเครื่องทรงอย่างเต็มรูปแบบ ในยุคทิวดอร์ (Tudor period) หรือ ยุควิกตอเรีย (Victoria era)

ยุค Tudor

 

ยุค Victorian

 

ศตวรรษแห่งแฟชั่น

ช่วงปี 1900 หรือ ศตวรรษที่ 19 วิวัฒนาการของวงการแฟชั่นอังกฤษนั้นมีการเติบโตเป็นอย่างมาก เพราะการเข้าถึงแฟชั่นนั้นไม่ได้ถูกกำกับไว้เฉพาะชนชั้นสูงอีกต่อไปแล้ว คนธรรมดาก็สามารถเข้าถึงแฟชั่นได้เท่าเทียมเช่นกัน เริ่มด้วยทศวรรษที่ 10 คนส่วนใหญ่เน้นเรื่องฟังก์ชั่นและความสะดวกสบายมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการขยับหรือการเคลื่อนไหวมากขึ้น แต่ก็ยังคงความประณีตและความสวยงามไว้ งานแฟชั่นตั้งแต่ยุคทศวรรษที่ 10 จนถึง 40 นั้นบริบทของงาน design จะปรับเมื่อเปลี่ยนตามบริบทสังคม และโลกที่เปิดกว้างมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสงครามโลก หรือการย้ายถิ่นฐาน เมื่อเข้ามาถึงยุค 50s หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง ยุคนี้ก็ถือเป็นอีกยุคนึงที่มีการเริ่มพัฒนางานแฟชั่นจากรากฐานเดิม เปรียบเสมือนเป็นยุคที่มีการบูรณะงานแฟชั่นเพื่อต้อนรับการมาถึงยุค 60 เรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติวงการแฟชั่นเลยทีเดียว และแฟชั่นดีไซเนอร์ ชื่อดังระดับตำนานในยุคนั้นก็คือ แมรี่ ควอนต์ (Mary Quant) ผู้ออกแบบกระโปรงขาสั้นหรือที่เรียกว่ามินิสเกิร์ต (Miniskirt) ในยุคนี้ควอนต์ทำให้เราเห็นว่า สีมีอิทธิพลต่องานออกแบบเป็นอย่างมาก เช่น การนำสีมาใช้เป็นตัวแทนในรูปธรรมสื่อความหมายของอารมณ์ต่าง ๆ

minidress ที่ออกแบบโดย Mary Quant

 

บริบทสังคมและแฟชั่นที่เปลี่ยนไป

เมื่อเข้าสู่ยุค 70s อีกหนึ่งบริบทในสังคมอังกฤษที่เปลี่ยนไป คือเรื่องวัฒนธรรมการเป็นอยู่ของผู้คน เพราะคนส่วนใหญ่เริ่มตระหนักนึกถึงเรื่องแนวทางการดำเนินชีวิต และอุดมการณ์ โดยเฉพาะในกลุ่มหนุ่มสาวของชนชั้นกลาง ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวของวัฒนธรรมแฟชั่น อย่าง hippie หรือ boho สังคมในยุคที่ต้องคำนึงถึงความหมายของชีวิตตัวเองมากขึ้นตามสภาวะไร้ซึ่งสงครามใกล้ตัว ส่งผลให้วัฒนธรรม พังก์ (Punk) ก่อกำเนิดขึ้นทำให้ความคิดที่แปลกแยกจากกระแสสังคมและมีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์มากขึ้นในแต่ละบุคคล เพราะความสวยงามที่แต่ละคนนิยามไว้ไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นผ้าลูกไม้หรือแจ็กเกตหนังที่มีความแตกต่างอย่างสุดขั้วนั้นก็มีความงามที่โดดเด่นกันไปในแต่ละรูปแบบ และลักษณะเฉพาะตัว

 

ความงามในยุคนี้เป็นความงามไม่ได้แค่จำกัดอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มนึงในสังคม แต่ทว่าความงามนั้นสามารถแสดงออกจากคนหลายกลุ่มได้ตามพื้นฐานชีวิต มุมมอง และวิถีในแต่ละกลุ่ม

 

80s ยุคแห่งนวัตกรรมแฟชั่น

กระแสสังคมโลกที่เทคโนโลยี (Technology) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของทุกครัวเรือน วงการแฟชั่นก็มีการพัฒนาควบคู่ไปด้วยเช่นกัน นิยามของแฟชั่นในยุคนี้อาจไม่ได้แค่สวมใส่เพื่อความดูดีเท่านั้น แต่แฟชั่นต้องสามารถตอบโจทย์ผู้ใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ของคนใช้ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย หรือการทำงานในสถานที่ต่าง ๆ ดังนั้นในยุคนี้ได้นำนวัตกรรมการปฏิวัติอุตสาหกรรมทอผ้าเข้ามาใช้ในงานที่มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ผ้ายืด ที่นำมาใช้กับเสื้อผ้ากีฬา

90s เน้นความสบายไร้แบบแผน

นิยามของเครื่องนุ่งห่มนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเช่นเดียวกันการออกแบบที่ตรงไปตรงมา การสื่อสารที่ไม่ต้องตีความหมายอาจเป็นจุดเด่นของแฟชั่นในยุคนี้ การเอาใจใส่ในการเลือกใส่เครื่องนุ่งห่มที่เน้นความสะดวกสบายแต่ยังเข้าได้กับทุกกิจกรรมและทุกเทศกาล เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ลดทอนการออกแบบที่ฟุ่มเฟือยออกไป

2000 เหล้าเก่าในขวดใหม่

การเดินทางของแฟชั่นกว่า 100 ปี ทำให้มีการหวนรำลึกอดีตของการออกแบบในยุค 80s มากขึ้น ไม่จะเป็นกางเกงขาเดฟ แจ็กเก็ตหนัง หรือสีสังเคราะห์ เช่น สีนีออน เป็นต้น ที่ทำให้แฟชั่นในยุคนี้มีความสดใส และฉูดฉาด ผู้คนใช้สีสันในการแสดงตัวตนได้อย่างชัดเจน ส่งผลให้ดารา และ ศิลปินมีอิทธิพลในการกำหนดทิศทางของแฟชั่นในสมัยนี้

แฟชั่น อังกฤษในปัจจุบัน ตอนนี้เป็นยังไง?

จากการเดินทางที่ยาวนาน แฟชั่นนั้นถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงตามบริบทสังคมมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นความคิด วิถีชีวิตความเป็นอยู่ หรือสงคราม แต่ ณ ปัจจุบัน อุตสาหกรรมการทอผ้านั้นได้เปลี่ยนทิศทางไป เพราะเริ่มมีแนวคิดในเชิงอนุรักษ์มากขึ้น อย่างการลดการใช้ทรัพยากรให้น้อยลง และการคิดค้นถึงวัสดุที่สามารถนำมาทดแทน หรือนำมาใช้หมุนเวียน ในยุคนี้จึงถือว่าเป็นอีกยุคที่น่าจับตามองสำหรับโลกแฟชั่นในปัจจุบัน

นี่จึงเป็นเรื่องที่การันตีได้ว่าวงการแฟชั่นอังกฤษนั้นมีเรื่องราวที่ยาวนาน และเป็นที่ยอมรับจากสากล อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลามากกว่า 200 ปี นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ไม่พูดถึงเลยไม่ได้ก็คือ แฟชั่นดีไซน์เนอร์ (Fahion desiner) ชื่อดังในอังกฤษที่ถือว่าเป็นที่รู้จักในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น วิเวียน เวสต์วูด (Vivienne Westwood), สเตลล่า แมคคาร์ทนีย์ (Stella McCartney), หรืออเล็กซานเดอร์ แม็คควีน (Alexander McQueen) ล้วนแต่ฝากผลงานที่ตราตรึงใจไว้ในหน้าประวัติศาสตร์มาแล้วทั้งนั้น

หลังจากที่พรรณนาเรื่องราวแฟชั่นในอังกฤษมามากแล้ว วันนี้พี่ ๆ BRIT - Ed จะมาแนะนำมหาวิทยาลัยที่มีความโดดเด่นในเรื่องแฟชั่นที่อยู่นอกกระแส และเป็นที่ที่น้อง ๆ อาจจะยังไม่ค่อยรู้จัก ซึ่งมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไปในแต่ละที่ และน้อง ๆ ทราบไหมว่ามหาวิทยาลัยเหล่านี้ต่างติดอันดับโลกมาแล้วทั้งนั้น มีที่ไหนบ้างมาดูกัน

 

UCA University for the Creative of Arts 


ที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยที่ยืน 1 ด้านอุตสาหกรรมศิลปะ ทุกศิลปะสามารถคิด และนำมาใช้ในงานอุตสาหกรรมได้หมด อีกทั้ง UCA ยังติดอันดับโรงเรียนแฟชั่น ท็อป 100 ของโลกอีกด้วย และสิ่งสำคัญคือความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อสถาบัน เพราะด้วยความเป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทาง ที่นี่จึงเป็นการสอนที่เน้นความเข้าใจ และลงมือทำมากกว่าศึกษาผ่านงานเขียน ในส่วนของเรื่องข้าวของเครื่องใช้นั้นไม่ต้องพูดถึง ถ้าน้อง ๆ ได้มาเรียนนั้น สตูดิโอ (Studio) ของที่นี่มีความเพียบพร้อมสุด ๆ เสมือนว่าน้องได้ทำงานจริง

คอร์สที่น่าสนใจ

 

GFW 2015 Catriona Pringle

De Montfort University 


ที่นี่จัดว่าเป็นอีกหนึ่งมหาวิทยาลัยที่มีชื่อในด้าน Innovation Fashion เพราะแนวคิดใหม่ ๆ ในการผลิตที่รักโลก และคำนึงถึงสภาพแวดล้อม เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ควรคำนึงถึงในโลกปัจจุบัน โรงเรียนแฟชั่นที่นี่มีความใส่ใจในเรื่องการออกแบบเพื่อตอบโจทย์ที่ยั่งยืนในปี 2021 และ DMU ได้รับรางวัล Green Gown Awards 2021 ซึ่งยืนหนึ่งในเรื่องการเป็นโรงเรียนแฟชั่นที่รักโลกที่สุดใน UK

คอร์สที่น่าสนใจ

 

Cambridge School of Visual and Performing Arts (CSPVA)


อีกหนึ่งโรงเรียนที่มีกลิ่นอายของความเป็นผู้ดีด้วยบรรยากาศที่เรียนในเมืองเคมบริดจ์ (Cambridge) ที่มีความ slow life สุดๆ ที่จะนำไปสู่ความพิถีพิถันในการผลิตงานสร้างสรรค์ โดยจุดเด่นของที่นี่คือเรื่องของสัดส่วนของนักเรียน ผู้สอนที่แทบจะแบบสอนกันเป็นตัวต่อตัว ดังนั้นเรื่องความเอาใจใส่ของอาจารย์ที่นี่พูดได้เลยว่าสูงมาก เพราะคือจุดเริ่มต้นของหัวกระทิด้านแฟชั่นมารวมกันเพื่อพัฒนาดีไซเนอร์ (designer) หน้าใหม่ออกไปสู่ตลาดอุตสาหกรรม โดยตัวหลักสูตรแฟชั่นนั้นมีการออกแบบโดย ฮอลลี่ ฟูลตัน (Holly Fulton) หรือที่เรียกว่า "Queen of prints" ของอังกฤษ นักออกแบบแฟชั่นที่นี่ถือว่าเป็นระดับแนวหน้าของอังกฤษเลยทีเดียว

คอร์สที่น่าสนใจ

 

Regent's University London


หรูหรามีระดับสุดๆ กับมหาวิทยาลัยที่อยู่ใจกลางลอนดอน เมืองที่น้อง ๆ จะว้าวกับแบรนด์ชั้นนำมากมาย ที่นี่ได้เปรียบในแง่เรื่องโลเคชั่น อย่างสำหรับน้อง ๆ ที่สนใจด้านแฟชั่นหรือการตลาด น้อง ๆ จะได้ซึมซับวิธีการทำการตลาดของแบรนด์ชั้นนำหลากหลายทั่วโลก และยังมีคอร์สฝึกงานสำหรับน้อง ๆ ที่สนใจอีกด้วย ถ้าน้อง ๆ อยากเปิดประสบการณ์ที่ real สุด ๆ สำหรับสายแฟชั่นที่นี่อาจเป็นมหาวิทยาลัยในฝันของน้องหลายคนเลยก็ว่าได้

คอร์สที่น่าสนใจ

 

Kingston University London


อันดับ 1 ในลอนดอน และอันดับ 2 ของ UK ในด้าน การออกแบบแฟชั่น ที่นี่เป็นโรงเรียนหนึ่งที่เด่นด้านหลักสูตรศิลปะการออกแบบ Art and Design ที่มีประวัติมายาวนานตั้งแต่ปี 1890 รากฐานของที่นี่เป็นการเรียนแบบ studio base หรือแบบที่เข้าใจง่าย คือ ถ้าคุณเป็นเด็กออกแบบที่นี่แหละเป็นบ้านหลังที่ 2 ของคุณ และอีกหนึ่งไฮไลต์ของที่นี่ น้อง ๆ อาจจะได้มีโอกาสทำงานร่วมกับแบรนด์ชั้นนำ เช่น ทอมมี่ ฮิลฟิเกอร์ (Tommy Hilfiger), ซาร่า (Zara) และ เออร์เบิน เอาต์ฟิตเตอร์ส (Urban Outfitters) อีกด้วย

คอร์สที่น่าสนใจ

 

Birmingham City University (BCU)


เบอร์มิงแฮมซิตี้ (Birmingham City) นั้นเป็นมหาวิทยาลัยที่มีหลักสูตรหลากหลายด้านแฟชั่น และ BCU มีต้นกำเนิดจากวิทยาลัยศิลปะที่ก่อตั้งตั้งแต่ปี 1890 เรียกได้ว่ามีชื่อเสียงมานานมาก อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้นั่นก็คือ ที่นี่เป็นศูนย์กลางด้านการเรียนจิวเวลรี่ กว่า 40% ของเครื่องประดับใน UK ผลิตที่นี่ ถ้าน้อง ๆ คนไหนที่สนใจเรื่องความแวววาว หรูหรามีระดับ วิบวับที่นี่ตอบโจทย์แน่นอน

คอร์สที่น่าสนใจ


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสมัครเรียน ติดต่อพี่ๆ BRIT-Ed ได้ที่ Line ID: @brit-ed Tel: 02-168-7890, หรือลงทะเบียนที่แบบฟอร์มด้านล่างบริการทั้งหมดไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นค่ะ

ลงทะเบียนร่วมงาน UCL Foundation Talk

  • ข้อมูลส่วนตัว

  • หลักสูตรที่สนใจศึกษาต่อ